วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สรุปย่อคำบรรยายของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา




ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
บรรยาย
วันที่ 12 กค 2555
โรงแรม วาสิฏฐี จ.สุพรรณบุรี
------------------------------------
เป็นการสรุปจากที่ท่านบรรยาย

ท่านได้เตือนเรื่องภัยพิบัติ

ราวสิ้นปี 2555
จะมีพายุสุริยะ ลูกใหญ่มาก มากระทบโลกจะมีผลต่อระบบต่างๆในโลกมากมาย

จากการที่โลกร้อนขึ้น   มีไอน้ำในอากาศมากขึ้น
โลกจะมีพายุมากขึ้น
ลานินญ่า อ่อนแรงลง น้ำท่วมน้อยลง
เอลนินโย ก็เริ่มเข้ามา
ปัญหาขาดแคลน  น้ำ ไฟฟ้า
อาจเกิดซึนามิในอ่าวไทย
จุดกำเนิดอยู่แถวฟิลิปปินส์ เราจะมีเวลาเตรียมตัว 16 ชั่วโมง
อากาศร้อนมากขึ้น ยุงจะย้ายไปอยู่ยุโรปมากขึ้น

ให้เตรียมตัวเตรียมใจ  ฝึกสติตลอดเวลา
พวกเรามีหน้าที่ดูแลผู้ป่วย
ปัญหาทางจิตใจ ก็ไม่แพ้ปัญหาทางกาย
คนเราทุกวันนี้ไม่รู้วิธีที่จะทำให้อยู่อย่างสงบสุข

ความต้องการทำให้เป็นทุกข์
ยิ่งมีกิเลสมาก ทำให้เป็นทุกข์มาก

การพัฒนาอุตสาหกรรมมากขึ้น
ผลิตสินค้ามากขึ้น  ก็ต้องโฆษณา ให้เกิดความต้องการสินค้ามากขึ้น
วัฒนธรรมการบริโภค  กระจายไปทั่วโลก  สร้างปัญหาไปทั่วโลก
AEC = Asian Economic community
เป็นเรื่องการพัฒนาการค้าขาย ทำให้กิเลสกระจายไปทั่วทั้ง อาเซียน
ความต้องการมาก  ทุกข์มาก โฆษณาตลอดเวลา เพื่อสร้างความต้องการให้มนุษย์
ประเทศภูฐาน พยายามสวนกระแสโลก
ปฏิเสธ กระแสโลก  ไม่ยอมพัฒนาประเทศตาม
GNP = Gross National Product
เปลี่ยนเป็น GNH = Gross National Happiness

เราคือใคร  การเรียนรู้ของมนุษย์
เล่านิทาน เรื่องที่ 1

เรื่องคุณยายหาเข็ม
คืนวันหนึ่ง คุณยายท่านหนึ่ง ก้มคลำหาของที่ริมถนน ใต้เสาไฟฟ้าที่มีไฟฟ้าสว่าง
คลำหาอยู่จนมี หญิงชายกลุ่มหนึ่งผ่านมา   เห็นก็ถามยายว่าหาอะไรอยู่
เผื่อจะช่วยยายหา    ยายว่าเข็มหล่นหาย  จากนั้น  ก็ช่วยกันหาใหญ่   หาเท่าไรก็ไม่พบ
จนถึงท้ายสุด  ก็ถามยายว่าหล่นตรงไหนจะได้หาให้เจอ
ยายตอบว่าหล่นในบ้าน  อ้าวคุณยายไม่ไปหาในบ้าน
มาหาตรงนี้จะเจอได้อย่างไร  ยายตอบว่าที่มาหาตรงนี้เพราะ
ตรงนี้สว่าง  ในบ้านมืด มองไม่เห็น

นิทานเรื่องนี้สอนว่า
คนเราทุกวันนี้ก็เหมือน  คุณยายหาเข็ม  ความสุขหายไปจากใจ
ก็ไม่ไปหาที่ใจ กลับไปหาจากที่อื่นๆเช่น ไนท์คลับ  คาราโอเกะ  เที่ยวเตร่ ฯลฯ

ก่อนที่อาจารย์จะเปิดโรงเรียนได้ เขาไม่ยอมให้อาจารย์เป็นครูสอนนักเรียน
เพราะ อาจารย์ไม่มีวุฒิทางครู อาจารย์เลยไปขอเรียนที่คณะครุศาสตร์ จุฬา
เรียนอยู่ 1 ปี เขาก็บอกว่าไม่ต้องเรียนแล้ว  เอาวุฒิไปเลย
จะให้ปริญญา ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ อาจารย์ไม่เอาขอแค่ปริญญาโท ก็พอ
ตอนจะมาเป็นผอ.โรงเรียน เขาก็ไม่ยอม
เพราะไม่ได้วุฒิทางบริหารการศึกษา  ก็ไปขอเรียนที่ มศว
การเรียนรู้ของมนุษย์เรา
ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
รับข้อมูลจากประสาทสัมผัสทั้ง5
(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
จากนั้นจะมีการบันทึกข้อมูลเข้าไปสู่จิตใต้สำนึกของเรา
ข้อมูลที่เข้ามาสู่จิตใต้สำนึก  มีมากมาย และสามารถบันทึกได้ไม่เต็ม
สมองเราอาจเต็ม   แต่จิตเราไม่เต็ม
การดึงข้อมูลจากจิตใต้สำนึกเป็นเรื่องยาก แต่ทำได้ต้องฝึกฝน
ดร.เฮเลน วัมบาร์ค  จิตแพทย์ สามารถสะกดจิต
ให้ระลึกย้อนหลังไป ถึงแรกเกิด  ถึงขณะที่อยู่ในครรภ์ได้
บางครั้งสามารถ ย้อนไปชาติที่แล้วได้
อาจไปหลายๆชาติได้  500,1000,2000  ปี
แสดงว่าจิตใต้สำนึก  สามารถเก็บข้อมูลมากมาย  ไม่ได้หายไปไหน

เล่านิทาน เรื่องที่ 2
กษัตริย์องค์หนึ่งมี มเหสี 5 องค์  ทุกๆคนก็เรียกร้อง ต้องการ มากมาย
กษัตริย์ต้อง วิ่งหาของมาให้ เอาใจ ไม่หวาดไม่ไหว เอาใจเมียทุกๆคน
เพราะกลัวเมีย
วันหนึ่งทนไม่ไหว จึงนำเรื่องเมียทั้ง 5 มาปรึกษา คณะรัฐมนตรี
ว่าจะทำอย่างไร จึงจะปราบปรามเมียได้ คณะรัฐมนตรี ที่มีเฉพาะผู้ชาย
ประชุมแล้ว มีมติ เสนอกษัตริย์ว่า ไม่สามารถปราบปรามเมียได้
เพราะ ทุกคนในคณะรัฐมนตรี  ก็กลัวเมียทุกคน
จึงนำเรื่องปรึกษาคนทั้งแผ่นดิน  ว่าจะทำอย่างไรดี  ให้สำรวจว่า
มีใครบ้างไม่กลัวเมีย  และทำอย่างไรจึงไม่กลัวเมีย
ให้ กางเต๊นท์ 2 กลุ่ม  กลุ่มหนึ่งให้ ชาวเมืองที่กลัวเมียมารอที่เต๊นท์นี้
อีกกลุ่มหนึ่งให้ ชาวเมืองที่ไม่กลัวเมียมาอยู่
ต่อมาพระองค์ก็ทอดพระเนตรเห็น  ชายชาวเมืองทั้งหมด
ไปอยู่ในเต๊นท์ที่กลัวเมียหมดสิ้น
ในเต๊นท์ที่ไม่กลัวเมีย มีชาวเมืองอยู่เพียง 1 คน พระองค์ก็ใจชื้นอย่างน้อยก็ยังมี 1
จึงเข้าไปคุยถามว่า ที่มาอยู่เต๊นท์นี้เพราะไม่กลัวเมียใช่หรือไม่
ชายผู้นั้นตอบว่า  เมียสั่งให้มาอยู่เต๊นท์นี้

นิทานเรื่องนี้แสดงว่า มีคนมากมาย
ที่ถูกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ควบคุมบังคับ จะประสพแต่ความทุกข์ยาก
เมียทั้ง 5 คือประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
เราต้องพยายามบังคับควบคุม ไม่ให้ เมียทั้ง 5 มีอำนาจเหนือเรา

การเห็น มีได้ด้วยประสาทตา
แสง เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  มากระทบประสาทตา
การเห็น ทำให้ เห็นเป็นคนเลว  ความเลว. ไม่ได้อยู่แสง
อยู่ที่ในใจเราทั้งนั้น

เสียง ที่ทำให้เราได้ยิน เป็นการสั่นสะเทือนของอากาศ
มากระทบหู  การที่ได้ยิน
ทำให้เกิดให้เกิด  อาการโกรธ ชอบ ไม่ชอบ
สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่
บ้านเมืองที่ ฝรั่งเศส ยังไม่ได้ฟื้นฟู
อจ.อยู่ที่ ประเทศฝรั่งเศส. อายุ ได้ 8 ขวบ
เด็กฝรั่งคุยด้วยฟังไม่รู้เรื่อง  ถูกว่าก็ไม่โกรธ เพราะฟังไม่รู้เรื่อง
ต่อมาฟังรู้เรื่องก็โกรธ ต่อยเด็กฝรั่งด้วยมวยไทย
ต่อยจนเป็นที่ เลื่องลือว่า เป็นคนที่เกเร

ต่อมา อาจารย์ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ   ไปเข้าโรงเรียนก็ไปมีเรื่องทะเลาะต่อสู้กับ
 เด็กอังกฤษอีก เช่นเดิม ได้ใช้ศิลปะมวยไทยชกต่อยเด็กอังกฤษพ่ายแพ้ไปหมดสิ้น
 แต่การเรียนของอาจารย์ก็ตกต่ำลงสุดขีด  สอบทีไรก็ได้ทีโหล่ทุกครั้ง
 เกเรอยู่จนอายุได้ ๑๕ ปี  ก็ฉุกคิดขึ้นมาเองว่า  เราจะเกเรอยู่อย่างนี้ตลอดไปหรือ
  อนาคตเราก็จะไม่ดีแน่ จะตกต่ำไปเรื่อยๆ
 และโชคดีได้มีโอกาส อ่านหนังสือธรรมมะของพระพุทธเจ้าเรื่องการปฏิบัติธรรม  การเจริญสติ และสมาธิ  เกิดความเข้าใจ ซาบซึ้ง  และได้ฝึกปฏิบัติเอง  จนเกิดผลทางการปฏิบัติ มีสมาธิที่ดี แน่วแน่
การเรียนพัฒนาดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ  จากสอบได้ที่โหล่ เป็นที่ ๑  ไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไร ได้ที่ ๑ หมด แม้แต่วิชาภาษาอังกฤษ  พวกฝรั่งก็สู้อาจารย์ไม่ได้  อาจารย์ก็ได้ที่ ๑
 เรียนดีมากจน ครูอาจารย์ทึ่งมาก  ยอมรับในความรู้ความสามารถ

 เมื่อจบชั้นมัธยมก็สอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งของอังกฤษ และของโลกได้
คือ มหาวิทยาลัย เคมบริดจ์  คณะวิศวกรรมศาสตร์  เรียนอยู่ ๒ ปี สภามหาวิทยาลัยบอกว่า
 เก่งกว่าอาจารย์อีก อาจารย์ไม่กล้าสอนแล้ว ไม่ต้องเรียนแล้ว เสียเวลาเปล่า  อนุมัติปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิตไปเลย
 อาจารย์ได้เล่าเบื้องหลังในเรื่องนี้ให้ฟังว่า  รัฐบาลได้สั่งให้มหาวิทยาลัย  คิดวิจัยสร้าง ยานพาหนะ ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ทุกสภาวะ ในน้ำ บนดิน โคลนเลน ฯลฯ  อาจารย์ก็เข้าไปร่วมโครงการด้วย  เป็นคนสำคัญในการทำให้งานนี้สำเร็จได้  ผลงานที่อาจารย์ได้ทำ เทียบเท่าได้ทำวิทยานิพนธ์ที่ดีเลิศแล้ว  ความสำเร็จในเรื่องนี้  ทำให้มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงมาก  จึงตอบแทนอาจารย์โดยไม่ให้อาจารย์เรียนต่อ    โดยให้ อาจารย์จบปริญญาโทเลย

 อาจารย์ต้องการไปเรียนต่อที่อื่น  ไปสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล เพื่อเรียนต่อชั้นปริญญาเอก  เรียนได้ไม่นาน ไม่ถึงปี  อาจารย์ก็ได้เขียนวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัย  เป็นเล่มขนาดใหญ่มาก เท่ากับตำรา ๑ เล่ม  แรกๆ คณาจารย์ไม่ยอมรับ ตามระเบียบต้องเสนอโครงการวิทยานิพนธ์ผ่านอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน  อนุมัติแล้วจึงทำ  ไม่ใช่อยู่ๆก็ส่งงานวิทยานิพนธ์ได้เลย  ผิดระเบียบมหาวิทยาลัย  เถียงกันนาน  อาจารย์ ดร.อาจอง ก็ขอร้องว่า  ไม่เป็นไร แต่ให้ช่วยอ่านก่อนแล้วจะมาคุยกันใหม่  พอพวกอาจารย์(ของ ม.อิมพีเรียล)ได้อ่านก็ตกใจใหญ่  เพราะอาจารย์ ดร.อาจอง ได้คิดค้นทฤษฎี ทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก  ที่ยังไม่มีใครเขียนเรื่องนี้
 สามารถเทียบเท่ากับ Sir Isaac Newton  ค้นพบทฤษฎีแรงโน้มถ่วง
 คณะกรรมการมหาวิทยาลัย  ยอมรับวิทยานิพนธ์ฉบับนี้
สั่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาไปทำเรื่องย้อนหลังให้ถูกระเบียบ  
บอกว่าอาจารย์ไม่ต้องเรียนต่อแล้ว เสียเวลา   อนุมัติ ปริญญาเอกให้เลย  เรียนแค่ปีเดียว
 ได้ ดอกเตอร์จาก อังกฤษกลับมาเป็นอาจารย์ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุเพิ่งจะ ๒๖ ปี   สอนลูกศิษย์จบเป็นวิศวกรไปมากมายหลายรุ่น  วันหนึ่ง ได้มีการตรวจสอบใบปริญญา ของอาจารย์มาอย่างไร  จึงมาทราบว่า อาจารย์เรียนวิศวกรรมแค่ ๒ ปีแล้วได้ปริญญาโท  สภาวิศวกรรม ก็ว่าอาจารย์จะมาประกอบอาชีพวิศวกรรมไม่ได้นะ เพราะไม่ได้เข้าชั้นเรียนครบตามหลักสูตรของพวกวิศวเขา  

ช่วงนั้น องค์การ NASA กำลังมีโครงการส่งยานอวกาศไปลงดาวอังคาร
เรียกว่าโครงการ ไวกิ้ง (Viking 1,2,3)
รับสมัคร นักวิทยาศาสตร์มาช่วยคิดค้น การนำร่องลงดาวอังคาร
 ตอนนั้น ยังไม่ใครค้นพบวิธีการที่จะนำยานลงได้อย่างปลอดภัย
การบังคับทำไม่ได้ เพราะไกลมาก เครื่องจะตกเสียก่อน
      พอไปสมัคร ตอนแรก เขาไม่รับ  บอกว่ารับเฉพาะคนอเมริกันเท่านั้น  ไม่รับ Alien
มี คนอเมริกันสมัคร ๕ คน คนไทย ๑ คน  เขาบอกว่าพิจารณาคนอเมริกันก่อน ถ้าล้มเหลวก็ถึงจะมาพิจารณาคนต่างชาติ
ปรากฏว่าคนอเมริกัน ล้มเหลวหมด  คิดไม่ได้ว่าจะทำให้ยานลงได้ปลอดภัยอย่างไร
เขาจึงมาพิจารณา รับอาจารย์ว่า ให้ลองดูฝีมือ  อาจารย์จึงเข้าไปอยู่ในโครงการ  มีห้องทำงานอุปกรณ์การวิจัยทันสมัย ครบครันที่สุดในสมัยนั้น
ทำอยู่ราว ๑ ปี ก็ไม่สำเร็จ  อาจารย์ก็ไปนั่งสมาธิที่ยอดเขา ที่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ถ่ายรูป
 และ อาจารย์ ดร.อาจอง ฉายให้ดูรูปอาจารย์นั่งสมาธิที่ยอดเขา
( อาจารย์ยังหนุ่ม มาก หล่อมาด้วย –ผู้เขียน)
และแล้วอาจารย์ก็เกิด จิตหยั่งรู้  ทาง Supraconsciousness  ค้นพบวิธีการนำยานลงดาวอังคารได้   อุปกรณ์ที่อาจารย์คิด ติดตั้งในยานไวกิ้ง 1   2   3   แต่มีการนำส่งไปดาวอังคารแค่  1  และ 2  เท่านั้น  และสามารถลงสำเร็จ  ในวันชาติ อเมริกา 4 กค  ปีนั้น
สำนักข่าวสารอเมริกันในประเทศไทย  ก็ได้แถลงข่าว ว่า อาจารย์เป็นผู้ที่อยู่ในทีมคิดให้ครั้งนั้นด้วย
อาจารย์ได้มาออกทีวี ช่วงนั้นทุกวัน

 หลังงานชิ้นนี้ ทาง NASA ก็ได้เสนอให้อาจารย์  เป็นพลเมือง อเมริกัน  ให้เพิ่มเงินเดือน 20 เท่า (เดิม เงินเดือน เท่ากับซื้อรถเก๋งได้ 1 คัน เป็น เท่ากับราคารถเก๋ง 20 คัน)
อาจารย์บอกไม่เอา อยากกลับบ้านมาเป็นอาจารย์ จุฬา
ได้เงินเดือน 4,500 บาท เช่นเดิม



การตีความคลื่นแสง หรือคลื่นเสียง
ทำให้เกิดอาการโกรธ ดีใจ เสียใจ
เป็นการ นำข้อมูลออกจากจิตใต้สำนึก
(data. Retrieval)

การรับข้อมูลที่ไม่ดี เข้าไปเก็บอยู่ในจิตใต้สำนึก
ทำให้จิตใต้สำนึกเรา
เก็บแต่เรื่องที่เลวร้ายไม่ดี
เวลา นำจิตใต้สำนึกออกมาก็เป็นเรื่องที่ไม่ดี
เป็นความก้าวร้าว
การเล่นเกมส์
การดูหนัง ละคร ที่ไม่ดี
ทำให้ เรื่องเลวร้ายฝังลงเข้าไปในจิตใต้สำนึก
ดังนั้นจึงไม่ควรดูละคร น้ำเน่าทั้งหลาย
หลักในการศึกษาที่ถูกต้องคือการบันทึก
แต่เรื่อง คิดดี พูดดี ทำดี เข้าไปในจิตใต้สำนึก

คิดอย่างไรก็เป็นคนอย่างนั้น  ตื่นเช้าก็ยิ้ม
โชคดีที่เรามีปัญหา จะได้ฝึกการแก้ปัญหาชีวิต
ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็คือการสร้างภูมิคุ้มกัน
เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น สัมผัสจิตให้สูงขึ้น
ยกระดับจิตให้เหนือสำนึก(supra conscious mind)
จะเกิดการหยั่งรู้ จากมโนสำนึก จิตจะเป็นผู้รู้ขึ้นมาเอง
มีมโนสำนึก มโนธรรมขึ้นมาในใจ

ทุกวันให้ฝึกยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น
ทำสิ่งแวดล้อมให้ดี  เด็กจะนั่งสมาธิทุกๆเช้า
เล่านิทานให้เด็กฟังวันละเรื่อง
เด็กก็จะยกระดับจิตใจ
ยิ้มตลอดเวลา. มีความสุขตลอดเวลา
หยั่งรู้ด้วยตนเอง โดยที่เราไม่ต้องสอน
เป็นการเข้าจิตเหนือสำนึก

การฝึกเช่นนี้ ได้ผลดี
มีตัวอย่างเด็ก 7 ขวบ สามารถคิดได้เองว่า
อยากช่วยให้คนขึ้นไปสูงๆ
ถ้าพลาดเราหกล้ม  ก็ถือว่าการช่วยคน บางครั้งก็ต้องเสียสละตนเอง
เป็นสิ่งที่เด็กๆคิดขึ้นมาเอง

ได้มีการวิจัย  ความสัมพันธ์ระหว่าง
สมาธิกับความจำ  ไม่ฝึกสมาธิจำได้ ร้อยละ 40
ฝึกสมาธิจำได้ ร้อยละ 60.  ทำนานๆก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง ร้อยละ. 70 80
การค้นพบกฎทางวิทยาศาสตร์หลายเรื่องเกิดจากการหยั่งรู้ทั้งนั้น
เช่น Sir Isaac Newton   Albert Alstein
แม้แต่ท่านอาจารย์ เอง ก็สามารถ ค้นพบวิธีการส่งยานViking 1,2. ลงดาวอังคาร
ก็จากการนั่งสมาธิจนสามารถหยั่งรู้ด้วยตนเองได้
การหยั่งรู้ ไม่ได้มาจากความตั้งใจ
หรือมาจากขั้นตอนในการศึกษา
แต่มาด้วยการฝึกจิตใจของเราเอง

นิทานเรื่องที่ 3  เด็กชายอะลาดิน กับยักษ์ในตะเกียงวิเศษ
เด็กชายอะลาดิน ไปขุดดิน พบตะเกียงโดยบังเอิญ
ขณะมาถูล้าง  ยักษ์ที่ซ่อนในตะเกียงก็ออกมา
บอกอะลาดินว่า  จะเนรมิต ทุกสิ่งทุกอย่างที่อะลาดินต้องการ
ห้ามหยุด ถ้าหยุดก็จะกินอะลาดิน
อะลาดินก็สั่งให้ สร้างบ้าน สะพาน  ของมีค่าต่างๆ หยุดไม่ได้
จนกังวลว่าจะโดนยักษ์กิน  ต่อมา ก็คิดขึ้นมาได้
ให้เนรมิตต้นเสาสูง สั่งให้ยักษ์ปีนขึ้นปีนลง
ไม่ให้หยุด  เด็กชายอะลาดิน ก็ค้นพบการควบคุมยักษ์
สามารถทำประโยชน์ได้ ว่างก็ให้ยักษ์ไปปีนเสา  การปีนเสาเหมือนกับการตามลมหายเข้าออก
ให้รู้ว่า  การจะทำอะไรให้สำเร็จ  เราสามารถทำได้
การใช้พลังจิต ทำให้เรามีอำนาจมาก
จิตเราต้องระวังอย่าให้กิเลสครอบงำ
 จะเห็นนักบุญมีอำนาจจิตแต่เขาไม่แสดงออก
การที่จะค้นพบพลังที่มหัศจรรย์นี้
ต้องมีการฝึกจิตตนเองก่อน
จิตที่ฝึกดีแล้ว  ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ
จะรู้ว่าตนเองทำอะไร  เพื่ออะไร
เราต้องช่วยเหลือคนอื่นตลอดเวลา  เพราะเราทุกคนเป็นพี่น้องกันหมด
เราอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน เราต้องสามัคคีกัน



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น